ในปี 2026 ภาพจำของ CEO ที่นั่งหัวโต๊ะ สั่งการด้วยสัญชาตญาณ และทุบโต๊ะตัดสินใจเพียงลำพัง อาจกลายเป็นภาพขาวดำในอดีตไปแล้วค่ะ
เมื่อปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI พัฒนาไปจนถึงจุดที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลได้ในเสี้ยววินาที ทำนายทิศทางตลาดได้แม่นยำกว่าหมอดู และวางกลยุทธ์ลดต้นทุนได้เฉียบขาดกว่า CFO มนุษย์ คำถามสำคัญที่ดังก้องในห้องประชุมบอร์ดบริหารก็คือ “ถ้า AI ตัดสินใจได้ดีขนาดนี้ เรายังต้องการ CEO มนุษย์ไปเพื่ออะไร”

เลิกแข่งคิดเลข แต่ให้แข่งกันที่วิจารณญาณ
ยอมรับความจริงข้อแรกกันก่อนค่ะว่า ในแง่ของ ตรรกะ และ ตัวเลข มนุษย์ไม่มีทางชนะ AI ได้ AI สามารถบอกได้ว่า “ถ้าลดงบการตลาด 10% กำไรจะเพิ่มขึ้น 2%” นี่คือ Fact ที่แม่นยำ แต่สิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้ดีเท่ามนุษย์คือการใช้ วิจารณญาณ (Judgment) และ จริยธรรม (Ethics)
หน้าที่ของ CEO คือการมองตัวเลขเหล่านั้นแล้วตั้งคำถามต่อว่า “ถ้าเราทำตามที่ AI บอก แบรนด์เราจะดูหน้าเลือดไหม” หรือ “พนักงานจะเสียกำลังใจหรือเปล่า” ผู้นำต้องทำหน้าที่เป็น “Human in the Loop” ที่คอยกรองผลลัพธ์จาก AI ด้วยตะแกรงแห่งคุณธรรมและบริบททางสังคม ซึ่งเป็นจุดบอดที่อัลกอริทึมยังมองไม่เห็น
ศิลปะการบริหารคน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่หุ่นยนต์เข้าไม่ถึง
ยิ่ง AI ฉลาดขึ้นเท่าไหร่ Soft Skills ยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้นเท่านั้น AI อาจจะช่วยจัดตารางเวรพนักงานได้เป๊ะที่สุด แต่ AI ไม่สามารถเดินไปตบไหล่พนักงานที่กำลังหมดไฟแล้วพูดให้เขากลับมามีพลังได้ ไม่สามารถไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างแผนกการตลาดกับฝ่ายขายได้ และไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่อบอุ่นจนพนักงานอยากตื่นมาทำงานทุกวัน
ทักษะ Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น จะกลายเป็นอาวุธไม้ตายของ CEO ปี 2026 ผู้นำที่ลูกน้องรัก ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่ “เข้าใจมนุษย์” มากที่สุด ในวันที่เทคโนโลยีเย็นชา ความอบอุ่นจากผู้นำคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวองค์กรไว้ไม่ให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ

เปลี่ยนจากคนตอบคำถาม เป็นคนตั้งคำถามที่ทรงพลัง
ในอดีต CEO คือคนที่ต้องรู้คำตอบทุกอย่าง แต่ในยุคนี้ AI มีคำตอบให้คุณหมดแล้ว สิ่งที่ขาดแคลนคือ คำถามที่ดี ค่ะ
ผู้นำยุคใหม่ต้องมีทักษะ Strategic Inquiry หรือการตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์เพื่อสั่งงาน AI เช่น แทนที่จะถาม AI ว่า “ปีนี้ขายอะไรดี” (ซึ่งกว้างเกินไป) ต้องเปลี่ยนเป็น “ช่วยวิเคราะห์สินค้าที่ลูกค้า Gen Alpha ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังให้ความสนใจ แต่คู่แข่งยังมองข้ามให้หน่อย”
คุณภาพของคำตอบที่ได้ ขึ้นอยู่กับความคมของคำถามที่คุณป้อน CEO ที่จะอยู่รอดคือคนที่รู้วิธี “ใช้ AI เป็นเครื่องทุ่นแรง” ไม่ใช่คนที่รอให้ AI มาบอกว่าต้องทำอะไร
นักเล่าเรื่องที่เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นความเชื่อ
AI เก่งเรื่อง Data แต่สอบตกเรื่อง Storytelling ค่ะ กราฟหุ้นสีเขียวอาจบอกว่าบริษัทเติบโต แต่คำพูดปลุกใจของ CEO ต่างหากที่ทำให้นักลงทุนกล้าควักเงินจ่าย หรือทำให้พนักงานยอมทุ่มเททำงานหนักเพื่อเป้าหมายเดียวกัน
ทักษะในการสื่อสารวิสัยทัศน์ (Visionary Communication) คือสิ่งที่แยก หุ่นยนต์ ออกจาก ผู้นำ ผู้นำต้องสามารถหยิบข้อมูลดิบจาก AI มาปรุงรส ใส่จิตวิญญาณ และเล่าออกมาเป็นเรื่องราวที่ “จับใจ” คนฟังได้ เพราะมนุษย์ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI สร้างขึ้นมาเองไม่ได้
ความอ่อนน้อมถ่อมตนทางปัญญา
สุดท้ายคือเรื่องของ Mindset ค่ะ ผู้นำยุค 2026 ต้องมี Intellectual Humility หรือความถ่อมตนทางปัญญา
ต้องกล้ายอมรับว่า “เรื่องนี้ฉันไม่รู้” และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา ยุคที่ผู้นำทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วได้จบลงแล้ว การเปิดใจเรียนรู้การทำงานของ AI การทดลองเครื่องมือใหม่ ๆ และการรับฟังความคิดเห็นจากคนรุ่นใหม่ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้องค์กรปรับตัวได้ทันโลก
AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อ “แทนที่” CEO แต่เข้ามาเพื่อ “กำจัดงานที่ไม่จำเป็น” ออกไปจากชีวิต CEO ต่างหาก
งานวิเคราะห์ตัวเลข งานตรวจสอบเอกสาร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ AI เพื่อให้คุณมีเวลาเหลือไปโฟกัสกับงานที่สำคัญกว่า นั่นคือการดูแล “คน” และการกำหนด “ทิศทาง” ของเรือลำนี้
เก้าอี้ CEO ในปี 2026 จะยังคงแข็งแรง ถ้าผู้นำคนนั้นรู้จักรักษาสมดุลระหว่าง High-Tech (ใช้เทคโนโลยีให้เป็น) และ High-Touch (ใส่ใจความรู้สึกคน) ได้อย่างลงตัวค่ะ

